แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 28
1
คิดจะรีไฟแนนซ์บ้าน 2568 ต้องดู! กับ 10 ข้อแนะนำดีๆ จาก กูรู

ใกล้สิ้นปีแล้ว นอกจากจะคิดถึงเรื่องของการเฉลิมฉลอง สำหรับใครที่มีกู้ซื้อบ้าน หรือซื้อคอนโดอยู่ และดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วงลอยตัว ก็คงต้องเริ่มคิดถึงเรื่องการรีไฟแนนซ์กันแล้วล่ะค่ะ เพราะใครๆ ก็อยากที่จะผ่อนสบายๆ จ่ายสะดวกๆ เงินต้นลดเร็วๆ ดอกเบี้ยน้อยๆ กันทั้งนั้น ว่าแต่...ก่อนที่จะตัดสินใจรีไฟแนนซ์กับธนาคารไหนๆ เราต้องคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจนะคะ วันนี้เช็คราคามีข้อแนะนำดีๆ จาก GURU มาฝากกันค่ะ


1. ต้องถูกลงแบบคุ้มค่านะ
อย่าดูเฉพาะแค่ดอกเบี้ยที่ "ถูก" กว่าแบงค์เดิมเท่านั้น แต่เราควรดูด้วยว่าดอกเบี้ย "ถูกมากกว่ากันแค่ไหน" ถ้าไม่ถูกกว่ามาก รีไฟแนนซ์อาจไม่คุ้ม เพราะการรีไฟแนนซ์ไม่ฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย แล้วก็ไม่ควรดูแค่ระยะสั้นๆ เช่น ดูอัตราดอกเบี้ยจูงใจระยะแรกแค่ 1-3 ปี แต่หลังจากนั้นก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงเหมือนเดิม


2. เช็คตัวเลขดอกเบี้ยลอยตัวให้ดีๆ
MLR และ MRR แต่ละธนาคารจะค่อนข้างแตกต่างกันมากโดยเฉพาะ "แบงค์เล็ก" กับ "แบงค์ใหญ่" ดังนั้น เราไม่ควรดูแค่ตัวเลขว่าลบเท่าไหร่ (เช่น MLR - X) แต่ให้ดูตัวเลขอัตรา MRR หรือ MLR แต่ละแบงค์ตอนนั้นว่าเท่าไหร่ด้วยค่ะ


3. คำนวณค่าปรับให้เป๊ะ
เราควรอ่านสัญญาสินเชื่อเราให้ดีนะคะ ว่าค่าปรับกรณีชำระคืนก่อนกำหนดคือเท่าไหร่ บางแบงค์กำหนดเวลา 3 ปีบางแห่ง 5 ปี บางแบงค์คิดค่าปรับ 2% บางแห่ง 5% บางแบงค์คิดค่าปรับบนยอดหนี้ที่เหลือ บางแห่งคิดบนยอดกู้ทั้งหมดตามสัญญา เป็นต้น


4. ลองคุยกับแบงค์เดิมก่อน
บางทีรีไฟแนนซ์ก็ไม่จำเป็นต้องทำกับแบงค์ใหม่ก็ได้นะคะ ลองคุยกับแบงค์เดิมดู บอกตรงๆ ว่าเราจะรีไฟแนนซ์ ถ้าเราเป็นลูกหนี้ดีมาตลอดอาจได้ลดดอกเบี้ย หรือระยะเวลาการผ่อนชำระที่ดีขึ้นได้ค่ะ


5. ค่าใช้จ่ายเยอะแค่ไหน
ค่าใช้จ่ายโดยรวมของรีไฟแนนซ์ โดยรวมคร่าวๆ จะมีตั้งแต่ 2-4% ของยอดหนี้เดิม  เช่น เราต้องเสียค่าปรับให้แบงค์เดิมหรือเปล่า แค่ไหน ค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ของแบงค์ใหม่มีหรือเปล่า แบงค์ใหม่ชาร์จค่าประเมินราคาบ้านเท่าไหร่ ดังนั้น โดยรวมแล้ว ดอกเบี้ยแบงค์ใหม่ควรได้ต่ำลง 2-4% โดยประมาณถึงจะคุ้มค่ะ


6. ทบทวนทุก 3 ปี
ทุกๆ 3 ปีเราควรทบทวนดูว่าเราควรจะรีไฟแนนซ์ หรืออยู่เฉยๆ เป็นหนี้กับแบงค์รายเดิมต่อไป เพราะส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยช่วงปีแรกๆ (3 ปีแรก) จะต่ำเป็นพิเศษ จากนั้นดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และส่วนมากจะกลายเป็นอัตราลอยตัว


7. ถ้าหนี้เหลือน้อยอาจไม่คุ้ม
ถ้ายอดหนี้บ้านเราเหลือไม่มาก หรือเหลือระยะเวลาผ่อนอีกไม่นาน เช่น ไม่ถึง 1-5 ปี การรีไฟแนนซ์อาจไม่คุ้มนะคะ เพราะมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นการเลือกผ่อนกับแบงค์เดิมต่อ หรือรอให้มีเงินก้อนมาโปะหนี้ให้จบ อาจจะดี และคุ้มกว่ารีไฟแนนซ์


8. ประกันชีวิตต้องทำควบคู่ไหม
ประกันชีวิตประเภทต่างๆ ที่แบงค์ขายคู่มากับสินเชื่อรีไฟแนนซ์เป็นเรื่องที่เราสามารถต่อรองได้นะคะว่าจะทำ หรือไม่ทำ แล้วถ้าทำ จะได้เงื่อนไขอะไรบ้าง แต่มีข้อดีคือถ้าทำประกันพวกนี้พร้อมกันด้วย อาจได้วงเงินที่สูงขึ้น หรือดอกเบี้ยที่ต่ำลงค่ะ


9. อยากได้เงินกู้เกินไปโปะหนี้อื่นไหม
ถ้าอยากกู้ แล้วมีเงินเหลือไปทำอย่างอื่น (เช่น เอาไปจ่ายบัตรเครดิต) โดยอาศัยส่วนต่างระหว่าง "เงินกู้ยืมก้อนใหม่" กับ "หนี้ที่ติดอยู่กับแบงค์เดิม" เราต้องพิจารณาวงเงินรีไฟแนนซ์ของแต่ละแบงค์ด้วยค่ะ เพราะแต่ละแบงค์มีเงื่อนไขที่ต่างกัน บางที่ให้ 100% ของราคาประเมิน บางที่ให้แค่ 85% ของราคาประเมิน หรือบางที่ให้แค่ไม่เกินจำนวนวงเงินกู้เดิม ต้องลองคำนวณตัวเลขดูค่ะ


10. เปรียบเทียบโปรโมชั่นของแต่ละแบงค์
ก่อนรีไฟแนนซ์แต่ละครั้ง เราควรเช็คแต่ละแบงค์ให้ดีว่ามีโปรโมชั่นฟรีค่าใช้จ่ายหรือเปล่า เพราะแต่ละแบงค์จะมีข้อเสนอที่ต่างกัน และแล้วแต่ช่วงเวลาด้วย โปรโมชั่นที่มีบ่อยๆ ก็คือ ฟรีค่าจดจำนองใหม่ (1% ของวงเงินกู้ใหม่) ฟรีค่าประเมินราคาทรัพย์สิน (มีตั้งแต่ 1,500 - 9,000 บาท) ฟรีค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ (มีตั้งแต่ 0% - 3% ของวงเงินกู้ใหม่)

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับทริคดีๆ ทั้ง 10 ข้อ บางเรื่องเราอาจจะพอทราบกันอยู่แล้ว แต่บางเรื่องเราอาจจะมองข้ามกันไป หวังว่าคำแนะนำจาก GURU ของเราจะเป็นตัวช่วยให้คุณๆ ตัดสินใจกันง่ายขึ้นนะคะ

2
การจัดฟันเด็ก มีข้อจำกัดหรือไม่

การจัดฟันในเด็กมีข้อจำกัดบางประการที่ผู้ปกครองควรทราบ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ข้อจำกัดเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็นหลายด้านดังนี้:

1. ความร่วมมือของเด็ก:

การจัดฟันต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็กเป็นอย่างมาก เด็กต้องเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด
เด็กต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลเครื่องมือจัดฟันและรักษาความสะอาดช่องปากด้วยตนเอง
เด็กบางคนอาจรู้สึกไม่สะดวกสบายหรืออายที่จะใส่เครื่องมือจัดฟัน


2. การดูแลรักษาความสะอาดช่องปาก:

เครื่องมือจัดฟันทำให้การทำความสะอาดฟันยากขึ้น เด็กต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้นในการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน
หากเด็กดูแลรักษาความสะอาดช่องปากไม่ดี อาจทำให้เกิดปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือกลิ่นปาก


3. ข้อจำกัดด้านอาหาร:

เด็กที่จัดฟันต้องหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว หรือมีน้ำตาลสูง เพราะอาจทำให้เครื่องมือจัดฟันเสียหายหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ
การจำกัดอาหารบางประเภทอาจทำให้เด็กเบื่ออาหารหรือขาดสารอาหารบางชนิด


4. ระยะเวลาในการรักษา:

การจัดฟันต้องใช้เวลานาน โดยเฉลี่ย 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพฟันและขากรรไกรของเด็กแต่ละคน
เด็กและผู้ปกครองต้องมีความอดทนและพร้อมที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง


5. ค่าใช้จ่าย:

การจัดฟันมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ผู้ปกครองควรเตรียมค่าใช้จ่ายในการรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าเครื่องมือจัดฟัน ค่าปรับเครื่องมือ และค่ารีเทนเนอร์


6. ข้อจำกัดด้านกีฬาและกิจกรรม:

เด็กที่จัดฟันต้องระมัดระวังในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดการกระแทกบริเวณปาก
การกระแทกอาจทำให้เครื่องมือจัดฟันเสียหายหรือทำให้เกิดการบาดเจ็บในช่องปาก


7. ข้อจำกัดด้านประเภทของเครื่องมือจัดฟัน:

เครื่องมือจัดฟันบางประเภทอาจไม่เหมาะสำหรับเด็กบางคน เช่น เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกขากรรไกร หรือเด็กที่มีความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง


คำแนะนำเพิ่มเติม:

ผู้ปกครองควรปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน เพื่อประเมินสภาพฟันและขากรรไกรของเด็ก และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ทันตแพทย์จะสามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อจำกัดและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้

3
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมก่อนเลือกใช้ท่อลมร้อน

ก่อนเลือกใช้ท่อลมร้อน มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมหลายประการที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานในโรงงานของคุณ ดังนี้:

1. สภาพแวดล้อมการทำงาน

อุณหภูมิ: พิจารณาช่วงอุณหภูมิที่ท่อลมร้อนต้องเผชิญ เพื่อเลือกวัสดุที่ทนทานต่อความร้อนได้เหมาะสม
สารเคมี: หากท่อลมต้องสัมผัสกับสารเคมี ควรเลือกวัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีเหล่านั้น
ความชื้น: หากสภาพแวดล้อมมีความชื้นสูง ควรเลือกวัสดุที่ทนทานต่อความชื้นและการเกิดสนิม
ฝุ่นละออง: หากมีฝุ่นละอองจำนวนมาก ควรเลือกท่อลมที่ทำความสะอาดง่ายและทนทานต่อการสึกหรอ

2. ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

มาตรฐานความปลอดภัย: ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐาน ASTM, EN, SMACNA, ASHRAE, UL, หรือ NFPA
การป้องกันอัคคีภัย: เลือกวัสดุที่ไม่ติดไฟหรือมีคุณสมบัติหน่วงไฟ และติดตั้งระบบดับเพลิงในบริเวณที่ติดตั้งท่อลมร้อน
การป้องกันอันตรายจากความร้อน: ติดตั้งฉนวนกันความร้อนและป้ายเตือนบริเวณท่อลมร้อน เพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง
การป้องกันอันตรายจากสารเคมี: เลือกวัสดุที่ทนทานต่อสารเคมี และติดตั้งระบบดูดอากาศเพื่อระบายสารเคมีอันตราย

3. การบำรุงรักษา

ความสะดวกในการทำความสะอาด: เลือกท่อลมที่ทำความสะอาดง่าย เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก
ความง่ายในการซ่อมแซม: เลือกท่อลมที่ซ่อมแซมได้ง่าย เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
อายุการใช้งาน: พิจารณาอายุการใช้งานของท่อลม เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนท่อลมในอนาคต

4. งบประมาณ

ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ: เปรียบเทียบราคาของท่อลมร้อนจากผู้ผลิตหลายราย เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง: พิจารณาค่าใช้จ่ายในการติดตั้งท่อลมร้อน รวมถึงค่าแรงและค่าอุปกรณ์เพิ่มเติม
ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา: พิจารณาค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาท่อลมร้อนในระยะยาว

5. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบายอากาศ: ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในการเลือกใช้ท่อลมร้อนที่เหมาะสมกับโรงงานของคุณ
ผู้ผลิตท่อลมร้อน: สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและการใช้งานของท่อลมร้อนจากผู้ผลิตโดยตรง
การพิจารณาข้อควรระวังเหล่านี้อย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณเลือกใช้ท่อลมร้อนที่เหมาะสมกับโรงงานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

4
เครื่องมือจัดฟันเด็ก สำหรับเด็ก

หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การจัดฟันนั้นมีด้วยหลากหลายรูปแบบ ซึ่งการจัดฟันในแต่ละแบบนั้น ก็มีความแตกต่างกันและมีจุดเด่นที่ต่างกัน เพราะปัญหาในเรื่องของลักษณะหรือรูปร่างของฟันในแต่ละคนนั้น มีความแตกต่างกัน จึงมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การรักษาด้วยการจัดฟันจึงมีหลายรูปแบบ ซึ่งการรักษาก็จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทันตแพทย์ว่า ผู้เข้ารับการจัดฟัน เหมาะสมที่จะเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟันรูปแบบไหน นอกจากนี้การจัดฟันก็มีเครื่องมือการจัดฟันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การจัดฟันแบบใส ก็จะมีเครื่องมือการจัดฟันที่มีลักษณะเป็นพลาสติกใส มีความบางและสามารถถอดออกได้อย่างง่ายได้ และก็จะมีวิธีการทำงานหรือการเคลื่อนของตัวฟันที่ไม่เหมือนกัน

แต่วันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงเครื่องมือการจัดฟันในเด็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านการจัดฟันรูปแบบใหม่ ที่เด็กตั้งแต่อายุ 12-15 ปี สามารถเข้ารับการจัดฟันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงแม้ว่า เครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ ไม่ว่าจะแบบเหล็กติดแน่นหรือแบบใส จะมีข้อดีตรงที่ ผู้เข้ารับการจัดฟันสามารถแปรงฟันได้ง่ายและสังเกตไม่ค่อยเห็น แต่การที่มันถอดเข้าออกได้ ก็กลายเป็นข้อเสีย เพราะถ้าเด็กไม่ยอมสวมใส่ ซึ่งการจัดฟันแบบใสนั้น จะต้องมีวินัยในการใส่เครื่องมือ เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปตามที่ทันตแพทย์กำหนด ในขณะที่เครื่องมือการจัดฟันแบบติดแน่น จะอยู่ในปากตลอดเวลา เด็กเอาออกเองไม่ได้ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ ต้องคอยกวดขันให้ลูกแปรงฟันให้สะอาด และระวังอย่าให้เครื่องมือหลุดเท่านั้นเอง เพียงเท่านี้การรักษาด้วยการจัดฟันก็จะเป็นประโยชน์แก่สุขภาพช่องปากและฟันสำหรับเด็กเป็นอย่างมากและจะส่งผลดีต่อบุคลิกภาพของบุตรหลานของท่านได้ในอนาคต

สำหรับเครื่องมือการจัดฟันในเด็กนั้น อย่างที่บอกไปแล้ว เด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่จะชื่นชอบสีสันของยางบนเหล็กจัดฟัน สนุกกับการเลือกสีสันยาง จึงทำให้การจัดฟันถือเป็นเทรนด์ยอดฮิตในหมู่วัยรุ่นกันเลยทีเดียว นอกจากจะได้รับความนิยมแล้ว การจัดฟันยังสามารถช่วยทำให้สุขภาพช่องปากและฟันของเราดีขึ้นด้วย  และที่สำคัญ เครื่องมือการจัดฟันแบบติดแน่น มีราคาที่ไม่แพง และแทบจะไม่มีข้อจำกัดในการรักษา สามารถเคลื่อนฟันได้หลากหลายมิติ มีประสิทธิภาพของเครื่องมือ ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของทันตแพทย์ ในการประยุกต์ใช้งานของเครื่องมือเหล็กแบบติดแน่น จึงเป็นเครื่องมือจัดฟันที่มีความคุ้มค่า ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่มันจะได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งนี้เครื่องมือการจัดฟันสำหรับเด็ก ยังมีอีกหนึ่งประเภทนั่นก็คือ เครื่องมือการจัดฟัน EF Line ที่สามารถใช้รักษาได้ตั้งแต่เด็กที่มีอายุ 4-15 ปี

ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหน้าด้วย ข้อนี้ถือเป็นจุดเด่นของเครื่องมือการจัดฟัน EF Line และนอกจากนี้เครื่องมือการจัดฟัน EF Line ยังสามารถช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อที่มีการทำงานผิดปกติ ช่วยปรับตำแหน่งของลิ้น รวมถึงจัดการฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การจัดฟันสำหรับเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่าน อาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่ต้องบอกเลยว่า การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันตั้งแต่อายุยังน้อย ถือว่าเป็นผลดีต่อบุตรหลานของท่าน เพราะการที่เราดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันตั้งแต่ยังเด็ก ก็จะทำให้เรามีลักษณะฟันที่ดีได้

 หากพ่อแม่ท่านใด สนใจให้บุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่คลินิกได้ เพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดฟันในเด็ก มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และสามารถให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กได้อย่างถูกต้อง เพราะเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี และมีรอยยิ้มที่สดใส สมวัย มีฟันที่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างเต็มที่ ทำให้การรับประทานอาหารของลูกน้อยมีความสุขมากยิ่งขึ้น

5
วัดอุดมธานีพระอารามหลวงเชิญชวนใส่ชุดแม่ชี ปฏิบัติธรรมฝึกสติ ฝึกสมาธิเดินจงกรม

วัดอุดมธานีตั้งอยู่ท่ามกลางชนบทอันเงียบสงบของจังหวัดนครนายกเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม มีพระพุทธรูปและภาพเขียนฝาผนังที่สวยงามมากมาย สถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมและสัมผัสกับการฟื้นฟูจิตวิญญาณใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดอุดมธานีรายล้อมไปด้วยธรรมชาติให้บรรยากาศที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับการทำสมาธิอย่างล้ำลึกและการฝึกสติ ห่างไกลจากสิ่งรบกวนในชีวิตประจำวัน วัดอุดมธานีเป็นสถานที่เงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีเนินเขาและความงามของธรรมชาติ พื้นที่วัดกว้างขวาง มีสวนสวย ต้นไม้และพื้นที่เงียบสงบสำหรับนั่งสมาธิ สถาปัตยกรรมผสมผสานองค์ประกอบของวัดไทยดั้งเดิมกับรูปแบบที่ทันสมัยและเป็นมิตร ทำให้ผู้เยี่ยมชมจากทุกระดับชั้นสามารถเข้าถึงได้

ปฏิบัติธรรม ณ วัดอุดมธานี
วัดอุดมธานีมีโปรแกรมธรรมะต่างๆ มากมายที่มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกสติ สมาธิ และความสงบภายใน โปรแกรมเหล่านี้ได้รับการชี้นำโดยพระภิกษุผู้มีประสบการณ์ซึ่งให้คำสอนที่ยึดหลักพุทธศาสนาเป็นหลัก เน้นการฝึกสมาธิทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม ควบคู่ไปกับการบรรยายธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้เข้าใจหลักธรรมของพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

วัดแห่งนี้จัดปฏิบัติธรรมเป็นประจำ โดยมีทั้งแบบวันเดียวและแบบระยะยาว ช่วยให้ทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ปฏิบัติธรรมได้รับประโยชน์จากคำแนะนำที่เป็นระบบ ผู้เยี่ยมชมสามารถร่วมสวดมนต์ นั่งสมาธิเป็นกลุ่ม และฟังคำสอนของพระธรรมได้ทุกวัน

สิ่งที่คาดหวังได้ระหว่างการเยี่ยมชมของคุณ
หากคุณวางแผนที่จะปฏิบัติธรรมที่วัดอุดมธานี คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบและเหมาะแก่การทำสมาธิ โดยเน้นที่การพัฒนาจิตใจ วัดมีที่พักที่เรียบง่ายสำหรับผู้ที่เข้าร่วมการปฏิบัติธรรม เพื่อให้แน่ใจว่าแขกสามารถพักค้างคืนและดื่มด่ำกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณได้อย่างเต็มที่

ระหว่างการปฏิบัติธรรม จะมีการจัดเตรียมอาหารให้ ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นไปตามประเพณีของพระสงฆ์ คือ รับประทาน 2 มื้อต่อวัน ในตอนเช้าและก่อนเที่ยง อาหารที่นี่เรียบง่ายแต่มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถมีสมาธิกับการปฏิบัติธรรมได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน

วัดยังส่งเสริมการฝึกสติในกิจวัตรประจำวัน โดยส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมฝึกสติในกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการกิน การเดิน หรือการโต้ตอบกับผู้อื่น การฝึกสติถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ที่วัดอุดมธานี

สำรวจเมืองนครนายก
นอกจากกิจกรรมทางจิตวิญญาณที่วัดอุดมธานีแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการสำรวจความงามตามธรรมชาติของจังหวัดนครนายกได้อีกด้วย จังหวัดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องน้ำตก แม่น้ำ และทัศนียภาพที่สวยงาม ซึ่งช่วยเติมเต็มความสงบภายในจิตใจที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ สถานที่ยอดนิยม เช่น น้ำตกสาริกาและเขื่อนขุนด่านปราการชล ตั้งอยู่ใกล้ๆ ทำให้สามารถผสมผสานการพักผ่อนทางจิตวิญญาณเข้ากับการใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย

วัดอุดมธานีในจังหวัดนครนายกเป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติสำหรับผู้ที่แสวงหาการเติบโตทางจิตวิญญาณผ่านการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เริ่มต้นที่ต้องการเริ่มต้นการเดินทางสมาธิหรือผู้ปฏิบัติที่มีประสบการณ์ที่แสวงหาความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น วัดแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเชื่อมต่อกับตัวตนภายในของคุณและสำรวจคำสอนของพระพุทธเจ้า

6
tokyo motor show: มาสด้า Mazda-BT-50 Double Cab 4X4 3.0 SP 6AT-ปี 2024
1,272,000 บาท

มาสด้า Mazda-BT-50 Double Cab 4X4 3.0 SP 6AT-ปี 2024
Mazda BT-50 Double Cab 4X4 3.0 SP 6AT พร้อมกับการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกใหม่ เสริมดีไซน์แกร่งกับกระจังหน้าและ Signature Wing สีดำเงาในทุกรุ่นย่อย เพิ่มความสปอร์ตดุดันกับสีภายนอกใหม่ สีเทา ร็อก เกรย์ (Rock Gray) เสริมความแกร่งให้กับดีไซน์ภายนอกด้วยชุดแต่งพิเศษ Black Thunder สีดำเงา ประกอบด้วยชุดแต่งกันชนหน้า สปอร์ตบาร์ กระจกมองข้าง คิ้วตกแต่งซุ้มล้อ มือจับเปิดประตู และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลักของรถปิกอัพมาสด้าในปัจจุบันที่ต้องการรถปิกอัพสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย และยังสะท้อนบุคคลิกอันโดดเด่นในสไตล์มาสด้าได้อย่างลงตัว พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ตอบสนองดีเยี่ยมในทุกรอบความเร็ว ด้วยมาตรฐานไอเสียเครื่องยนต์ใหม่ EURO5 พร้อมระบบและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์               Mazda
   รุ่น                    มาสด้า Mazda-BT-50 Double Cab 4X4 3.0 SP 6AT-ปี 2024
   ประเภทรถ           รถกระบะ 4 ประตู
   ปีที่เปิดตัว           2024
   ราคา                1,272,000 บาท

ดีไซน์
   ภายนอก
อุปกรณ์ชุดแต่ง (กระจังหน้า Signature Wing สีดำเงา,บันไดข้างสีเทา)
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว (สีดำเงา)
ไฟตัดหมอก (LED)
ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ (แบบ LED)
ยางอะไหล่สำรอง (265/60R18)
ขนาดยางหน้า-หลัง (265/60R18)
ไฟหน้า (ปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ,ไฟสูงอัตโนมัติ AHB)
ราวหลังคา (และพิ้นปูกระบะ)
ไฟ Daytime Running Lights (แบบ LED signature)
ระบบควบคุมระยะการจอด (หน้า 4 จุด / หลัง 4 จุด)
ล้ออัลลอย (18 นิ้ว)

   ภายใน
ตกแต่งภายใน (แผงประตูหนังทูโทน สีน้ำตาล-ดำ,เพดานหลังคาสีดำ)
ปลั๊กไฟ 12 โวลท์ (และช่องจ่ายไฟ USB สำหรับที่นั่งตอนหลัง)
ภายในโทนสีดำ
อุปกรณ์ภายในอื่นๆ (จอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ขนาด 3.5 นิ้ว)

สเปค
   เครื่องยนต์                4JJ3-TCX DOHC 4สูบ 16 วาล์ว VGS เทอร์โบ และอินเตอร์คูลเลอร์

   ขนาดเครื่องยนต์ (CC)      2,999 CC
   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)   190 แรงม้า
   ระบบเกียร์                    เกียร์ออโต้ 6AT
   รูปแบบเกียร์                  ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
   ระบบเบรค ABS             มี
   ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง     ดีเซล, ไบโอดีเซล B20
   ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)     76 ลิตร
   ระบบจ่ายน้ำมัน             คอมมอนเรล ไดเร็คอินเจคชั่น
   น้ำหนักตัวรถ               -
   ประเภทยางรถยนต์        -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)          ล้ออัลลอย (18 นิ้ว)
   ระบบขับเคลื่อน         ขับเคลื่อนสี่ล้อ (ระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย และระบบ Rough Terrain Mode)

ระบบความปลอดภัยระบบความปลอดภัย
อุปกรณ์ความปลอดภัย  อุปกรณ์ความปลอดภัย
ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (DSC และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS)
ตัวถังนิรภัย
สัญญาณกันขโมย
กุญแจรีโมท (ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยรีโมท)
กุญแจนิรภัย
ไฟเบรกดวงที่ 3
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (และระบบช่วยเบรก BA)
อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอื่นๆ (ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW, ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDW,ระบบตั้งค่าจำกัดความเร็ว MSL)
เข็มขัดนิรภัย (พร้อมไฟเตือน)
พวงมาลัยยุบตัวได้
กระจกนิรภัย
คานเหล็กเสริมนิรภัย
ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HLA และควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC)
อื่นๆ (ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัติโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน ESS)
ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ
กล้อง (มองหลัง)
ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งรุนแรง
ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (Brake Override System)
เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning - BSW) (ขณะเปลี่ยนเลน)
เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert - RCTA)
จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX)

7
บริการทำความสะอาด: วิธีขจัดคราบฝังลึก กระเบื้อง ให้เงาสะอาดเหมือนใหม่

วิธีขจัดคราบฝังลึก กระเบื้อง ให้เงาสะอาดเหมือนใหม่

เมื่อคุณได้ทำความรู้จักกับประเภทต่าง ๆ ของกระเบื้อง และมีอุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นครบครันกันแล้ว พร้อมเริ่มขั้นตอนการขจัดคราบสกปรกบนกระเบื้อง โดยมีดังนี้

1. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

คราบสกปรกทั่วไปสามารถขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดเทบนกระเบื้องทิ้งไว้สักครู่ จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าแล้วขัดทำความสะอาดตามร่องกระเบื้อง

2. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยยาสีฟัน

หากพื้นกระเบื้องเป็นคราบสกปรกขัดไม่ออกให้คุณป้ายยาสีฟันลงบนกระเบื้องที่มีคราบสกปรก จากนั้นใช้แปรงสีฟันเก่าขัดออก ต่อมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า

3. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยมะนาว

วิธีขจัดคราบฝังลึกสกปรก คราบเหลือง และคราบสนิมบนพื้นกระเบื้องให้คุณใช้มะนาวบีบลงบนคราบสกปรก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ต่อมาใช้แปรงสีฟันเก่าขัดออกแล้วตามด้วยน้ำสะอาด

 4. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

วิธีทำความสะอาดพื้นกระเบื้องที่มีคราบสกปรกฝั่งแน่นมานาน ให้คุณใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวง แล้วใส่น้ำอุ่นปริมาณ 1.5 แกลลอน ตามด้วยน้ำมันหอมระเหยลงไป 5-10 หยด ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาราดบนกระเบื้องที่มีคราบสกปรกทิ้งไว้สักครู่แล้วคอยขัดทำความสะอาด

5. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยน้ำส้มสายชู

ขจัดคราบเหลืองบนกระเบื้อง โดยใช้เบคกิ้งโซดาเทลงบนพื้นกระเบื้องที่มีคราบสกปรก จากนั้นใช้น้ำส้มสายชูมาราดตามทิ้งไว้สักพักให้เกิดฟอง ต่อมาขัดด้วยฟองน้ำแล้วล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า

6. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยเบคกิ้งโซดา

เบคกิ้งโซดาช่วยขจัดคราบสกปรกบนกระเบื้องให้ออกได้ง่ายขึ้น เพียงคุณนำเบคกิ้งโซดามาผสมกับน้ำเปล่าจากนั้นนำมาเทบนพื้นกระเบื้องที่มีคราบสกปรก ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที เมื่อครบเวลาแล้วให้คุณใช้ฟองน้ำขัดแล้วตามด้วยน้ำเปล่า

7. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยน้ำยาล้างจาน

วิธีขจัดคราบดำบนกระเบื้องพร้อมกำจัดเชื้อโรคร้ายให้ตายสนิท โดยใช้น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา กับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวง และเบคกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวงมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปขัดพื้นกระเบื้อง

8. ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยสารฟอกขาว

วิธีขจัดคราบฝังลึกบนกระเบื้องหินอ่อนให้คุณใช้สารฟอกขาวกับน้ำอุ่นมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นกรอกลงในขวดสเปรย์แล้วนำมาฉีดพ่นลงบนพื้นกระเบื้องหรือตามร่องยาแนวที่สกปรก ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ต่อมาให้ใช้แปรงขัดออก ทิ้งไว้อีก 30 นาทีและล้างออกด้วยน้ำสะอาด

9.  ขจัดคราบบนกระเบื้องด้วยบริการแม่บ้านมืออาชีพ

การใช้บริการแม่บ้านมืออาชีพเป็นอีกหนึ่งวิธีขจัดคราบฝังลึกบนกระเบื้องให้หมดไป โดยแม่บ้านได้ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีความเชี่ยวชาญ มีเทคนิคพิเศษในการขจัดคราบสกปรกบนกระเบื้อง

นอกจากนี้แม่บ้านของเรายังมาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาดห้องน้ำครบครัน และน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำโดยเฉพาะ เราจึงสามารถทำความสะอาดพื้นกระเบื้องที่มีคราบสกปรกฝั่งแน่นมานานให้ออกได้อย่างหมดจด

8
ลักษณะฟันของเด็ก ที่ควรเข้ารับการจัดฟันเด็ก

เด็กๆหลายคนที่มีปัญหาในเรื่องของฟัน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของฟัน หรือลักษณะของฟันที่มีการขึ้นที่ผิดปกติ อาจจะมีความรู้สึกไม่มั่นใจและยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร หรือการทำความสะอาดช่องปากและฟัน ในแง่ของการรับประทานอาหาร ปัญหาฟันอาจจะทำให้เด็กบดเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ และในแง่ของการทำความสะอาด

ถ้าหากเรามีฟันที่ซ้อนเก ก็จะทำให้ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ ดังนั้น การที่เรามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย ถือว่าเราได้เปรียบในหลายๆด้าน แถมยังทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย ในเรื่องของลักษณะของฟันของเด็กนั้น ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่า ลักษณะของการขึ้นของฟันที่มีความผิดปกติ ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก ซึ่งการแก้ไขลักษณะฟัน

สามารถแก้ไขได้ด้วยเข้ารับการ จัดฟันในเด็ก ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการจัดฟันที่มีประสิทธิภาพและมีผลการรักษาที่แม่นยำ เพราะการจัดฟันในเด็ก จะดีกว่าการจัดฟันในตอนโต ดังนั้น ประสิทธิภาพก็จะดีกว่า ทั้งยัง เป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กหันมาดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันตั้งแต่เด็กๆด้วย ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด ที่อยากพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลให้ดี หาคลินิกทันตกรรมที่มีความน่าเชื่อถือ มีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยต่อตัวเด็กด้วย

ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กนั้น  พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะดูแลเอาใจใส่ หมั่นสังเกตพฤติกรรมและสังเกตรูปร่างฟันของลูก ถ้าหากพบสัญญาณความผิดปกติขิงลักษณะของฟัน ก็ควรพาบุตรหลานเข้าพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจช่องปาก เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาฟันในอนาคต สำหรับวันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงเรื่องของลักษณะของฟันที่มีความผิดปกติของเด็ก ที่ควรที่จะเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาทำให้บุตรหลานของท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้เป็นแนวทางในการสังเกตลักษณะฟันของเด็กที่มีความผิดปกติ

เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น สำหรับลักษณะฟันของเด็กที่มีความผิดปกติที่ควรจะเข้ารับการจัดฟันในเด็ก นั่นก็คือ ฟันแท้มีช่องห่าง อาจเกิดจากฟันมีขนาดเล็กผิดปกติ หรือเกิดฟันบางซี่หายไป ดังนั้น จึงควรนำบุตรหลานของท่าน เข้าตรวจกับทันตแพทย์ ต่อมาฟันบนครอบฟันล่างลึก ในส่วนของฟันสบลึกนั้น หากไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อเด็กโตขึ้น อาจมีผลต่อการสบฟัน การหายใจ รวมถึงปัญหาต่อข้อต่อขากรรไกรด้วย

ต่อมาลักษณะฟันล่างสบครอบฟันบน ที่เกิดจากการสบฟันที่ผิดปกติ ทำให้ขากรรไกรบนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ เมื่อโตขึ้นจะมีขากรรไกรล่างยื่น และต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดขากรรไกร ร่วมกับการจัดฟันในเด็ก ต่อมาฟันหลังล่าง สบคร่อมฟันบน ปัญหาในลักษณะนี้ สามารถแก้ไขได้โดยง่าย แต่หากปล่อยหรือละเลยไม่แก้ไข เด็กจะมีปัญหาการสบฟันและปัญหาฟันอย่างมากมายเลยทีเดียว และลักษณะฟันที่มักพบได้บ่อยอีกลักษณะหนึ่งก็คือ ฟันหน้าเหยิน ฟันยื่น ซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตของขากรรไกรที่ผิดปกติสามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก

อย่างไรก็ตาม หากปัญหาในเรื่องของลักษณะฟันที่มีความผิดปกติในเด็ก ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดฟันในเด็ก ก็จะทำให้สามารถรักษาให้เป็นปกติได้

ดังนั้น พ่อแม่ควรดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก เพื่อที่จะได้สังเกตอาการ เพื่อเข้ารับการแก้ไขทันที หากสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้เด็กๆได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี มีความมั่นใจ สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

9
การทำอาหารของคุณให้กลายเป็น อาชีพเสริม ที่ยั่งยืน และขายดีได้

การเปลี่ยนทักษะการทำอาหารของคุณให้กลายเป็นอาชีพเสริมที่ยั่งยืนและขายดีนั้นต้องอาศัยการวางแผนและการจัดการอย่างรอบคอบ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับและแนวทางที่จะช่วยให้คุณสร้างอาชีพเสริมจากการทำอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

1. ค้นหาความถนัดและเอกลักษณ์:

สำรวจทักษะและความสามารถ:
พิจารณาว่าคุณมีความถนัดหรือความเชี่ยวชาญในอาหารประเภทใด เช่น อาหารไทย อาหารตะวันตก ขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม
ประเมินทักษะที่คุณมีและทักษะที่คุณต้องการพัฒนาเพิ่มเติม

สร้างเอกลักษณ์:
คิดค้นสูตรอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและสดใหม่
ใส่ใจในรายละเอียดและรสชาติของอาหาร


2. วางแผนธุรกิจ:

กำหนดกลุ่มเป้าหมาย:
ระบุกลุ่มลูกค้าที่คุณต้องการเข้าถึง
ศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

สร้างแบรนด์:
พัฒนาชื่อ โลโก้ และเอกลักษณ์ของแบรนด์
สร้างเรื่องราวของแบรนด์ให้น่าจดจำ

เลือกช่องทางการขาย:
พิจารณาช่องทางการขายที่เหมาะสม เช่น ออนไลน์ ออฟไลน์ หรือผสมผสาน
เลือกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เหมาะสม เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือตลาดออนไลน์

กำหนดราคา:
กำหนดราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนและตลาด
พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น คุณภาพสินค้า บริการ และคู่แข่ง

วางแผนการตลาด:
กำหนดกลยุทธ์การตลาดเพื่อโปรโมทสินค้าหรือบริการของคุณ
ใช้ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เช่น โซเชียลมีเดีย การตลาดผ่านเนื้อหา หรือการตลาดผ่านอีเมล


3. สร้างความแตกต่างและคุณภาพ:

ความหลากหลาย:
นำเสนอเมนูอาหารที่หลากหลายและน่าสนใจ
เพิ่มเมนูพิเศษหรือเมนูตามฤดูกาล
รับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงเมนูตามความต้องการของลูกค้า

บรรจุภัณฑ์:
เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และสวยงาม
ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะดวกต่อการรับประทานและขนส่ง

รูปภาพและวิดีโอ:
ถ่ายภาพอาหารให้สวยงาม น่ารับประทาน
ทำวิดีโอแนะนำเมนูหรือขั้นตอนการทำอาหาร

4. การตลาดและบริการ:

ช่องทางออนไลน์:
สร้างเพจหรือเว็บไซต์เพื่อโปรโมทร้านค้า
ใช้โซเชียลมีเดียในการโฆษณาและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
เข้าร่วมแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย

โปรโมชั่นและส่วนลด:
จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่
มอบส่วนลดสำหรับลูกค้าประจำ
สร้างโปรแกรมสะสมแต้มหรือบัตรสมาชิก

บริการลูกค้า:
ใส่ใจในการบริการและตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
รับฟังความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาของลูกค้า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ

การตลาดปากต่อปาก:
สร้างความประทับใจให้ลูกค้าเพื่อเกิดการบอกต่อ

5. การจัดการและควบคุม:

การจัดการสต็อก:
จัดการสต็อกวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ
ลดการสูญเสียและควบคุมต้นทุน

การจัดส่ง:
วางแผนการจัดส่งให้มีประสิทธิภาพและตรงเวลา
เลือกใช้บริการจัดส่งที่น่าเชื่อถือ

การเงิน:
จัดการรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ
วิเคราะห์ผลกำไรและปรับปรุงธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ความสะอาด:
รักษาความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ และสถานที่ทำอาหาร


เคล็ดลับเพิ่มเติม:

สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์
พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

การสร้างอาชีพเสริมจากการทำอาหารให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความตั้งใจ ความอดทน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

10
ดอกเบี้ยเงินฝาก: ไขข้อของใจ ทำไมมือใหม่หัดออม ถึงควรออมเงินในบัญชีเงินฝากดิจิทัล?

การออมเงินเป็นเรื่องจำเป็น มือใหม่อยากออม ไม่ต้องเดินไปสาขาเพื่อเปิดบัญชีแล้ว เพราะเราเปิดบัญชีเงินฝากดิจิทัลผ่านแอปฯ ได้แล้ว แถมไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะทุกธนาคารมีระบบยืนยันตัวตนหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันด้วยบัตรประชาชน รวมถึงแบบ National Digital ID หรือ NDID หมดห่วงเรื่องการสวมรอยโจรกรรมข้อมูล ไปดูกันค่ะ ว่าทำไมมือใหม่อยากออมหรือใครก็ตามที่อยากออมต้องมีบัญชีเงินฝากดิจิทัล...

1. เปิดบัญชีเองได้ง่ายๆ ผ่านแอปฯ โทรศัพท์มือถือ
2. สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตัวเองทันทีหลังเปิดบัญชีเสร็จ
3. ไม่มีสมุดคู่ฝาก ทำธุรรรมต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต
4. ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
5. อาจมีความเสี่ยงจากช่องโหว่ของเทคโนโลยี ก่อให้เกิดมิจฉาชีพออนไลน์
 
มือใหม่หรือเด็กจบใหม่เพิ่งเริ่มทำงาน เงินเดือน 15,000 บาท ก็ควรแบ่งออมสัก 10% ก็ออมได้เดือนละ 1,500 บาท ออมไปเรื่อยๆ ถึงปีก็ได้ตั้ง 18,000 บาทแล้วนะคะ ยังไม่รวมดอกเบี้ยนะคะ ซึ่งบัญีชเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยไม่น้อยเลยนะคะ

ตอนนี้สูงสุดอยู่ที่ 2.000% ต่อปีเลยนะคะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมบัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง และอีกตัวช่วยเพิ่มความอยากออม คือแอปฯ ของธนาคารต่างๆ มักจะมีฟีเจอร์ต่างที่สามารถตั้งเพื่อเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมได้ เช่น ตั้งเป้าเก็บไปเที่ยวต่างประเทศ, ตั้งเป้าเก็บเงินเพื่อดาวน์คอนโด ฯลฯ

11
Doctor At Home: โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth disease)

โรคมือ-เท้า-ปาก เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้ง่าย มักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

ในบ้านเรามีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ประมาณปีละ 1,500-3,000 ราย ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี บางครั้งพบระบาดตามสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล


สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัสเอนเทอโร (enterovirus) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ค็อกแซกกีเอและบี (coxsackie A, B) ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ส่วนใหญ่ติดต่อจากการกินอาหาร น้ำดื่ม หรือการดูดเลียนิ้วมือ หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายที่ผู้ป่วยไอจามรด

ที่พบบ่อยที่สุด คือการติดเชื้อไวรัสค็อกแซกกีเอ ชนิด 16 ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

ที่พบน้อยแต่รุนแรง คือการติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงตายได้

ระยะฟักตัว 3-7 วัน

อาการ

แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีอาการไข้ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย หลังจากนั้น 1-2 วัน จะมีน้ำมูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่ยอมดูดนม ไม่อยากกินอาหาร เด็กเล็กอาจร้องงอแง ตรวจดูในช่องปากจะพบมีจุดนูนแดง ๆ หรือมีน้ำใสอยู่ข้างใต้ ขึ้นตามเยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก ซึ่งต่อมาจะแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8 มม. ซึ่งเจ็บมาก

ขณะเดียวกันก็มีผื่นขึ้นที่มือและเท้า บางรายขึ้นฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วมือ หรือแก้มก้น ตอนแรกขึ้นเป็นจุดแดงราบก่อน แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำตามมา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-7 มม.

อาการไข้มักเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วันก็ทุเลาไปเอง แผลในปากมักหายได้เองภายใน 7 วัน ตุ่มที่มือและเท้าจะหายเองภายใน 10 วัน และมักไม่เป็นแผลเป็น

ในรายที่เป็นรุนแรง (ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย) อาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบ


ภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่มีอาการคัน อาจเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นตุ่มหนอง พุพอง

อาจมีภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเจ็บแผลในปากจนดื่มน้ำได้น้อย

บางรายอาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งมักไม่รุนแรง และหายได้เองภายใน 10 วัน

ที่รุนแรงแต่พบได้น้อย ได้แก่ สมองอักเสบ ภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) หรือเลือดออกในปอด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมักเกิดในกลุ่มที่ติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา มีรายงานการระบาดและการตายของเด็กเล็กที่ติดเชื้อชนิดนี้ในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย)


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ไข้ 38-39 องศาเซลเซียส

จุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือแผลที่เยื่อบุปาก ลิ้นและเหงือก

จุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แก้มก้น

ในรายที่จำเป็น แพทย์อาจทำการตรวจเชื้อไวรัสจากสิ่งคัดหลั่งที่คอหอย อุจจาระ หรือน้ำเหลืองจากตุ่มน้ำบนผิวหนัง


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ให้การรักษาตามอาการดังนี้

    ให้พาราเซตามอลลดไข้
    ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ จนสังเกตเห็นว่ามีปัสสาวะออกมากและใส ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
    ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้ผู้ป่วยกินอาหารเหลว หรือของน้ำ ๆ (เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ ของหวาน) โดยใช้ช้อนป้อน หรือใช้กระบอกฉีดยาค่อย ๆ หยอดเข้าปากแทนการดูดจากขวด (สำหรับทารก) ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็น ๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ (ใส่เกลือแกง 1/2 ช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) บ่อย ๆ เพื่อลดอาการเจ็บแผล

2. ถ้าแผลกลายเป็นตุ่มหนอง หรือพุพองจากการเกา ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น

3. ถ้าเจ็บแผลในปากมากจนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ แพทย์จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ และอาจให้ยาชา (เช่น lidocaine, benzocaine) ทาแผลในปากเพื่อลดความเจ็บปวด

4. ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบ แพทย์จะรับไว้ในโรงพยาบาล ทำการตรวจเพิ่มเติมและรักษาตามภาวะแทรกซ้อนที่พบ


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้ร่วมกับมีแผลเปื่อยในปาก (ปากเจ็บ คอเจ็บ) และมีผื่นตุ่มขึ้นที่มือและเท้า ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคมือ-เท้า-ปาก ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ จนสังเกตเห็นว่ามีปัสสาวะออกมากและใส ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
    ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้ผู้ป่วยกินอาหารเหลว หรือของน้ำ ๆ (เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ ของหวาน) โดยใช้ช้อนป้อน หรือใช้กระบอกฉีดยาค่อย ๆ หยอดเข้าปากแทนการดูดจากขวด (สำหรับทารก) ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็น ๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ (ใส่เกลือแกง 1/2 ช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) บ่อย ๆ เพื่อลดอาการเจ็บแผล

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน
    มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพ้อคลั่ง หรือชัก
    หายใจหอบ หรือเจ็บหน้าอกมาก
    กินอาหารหรือดื่มนมและน้ำได้น้อย หรือมีปัสสาวะออกน้อย
    ผื่นกลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพอง
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

1. ควรแยกผู้ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับผู้อื่นประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าตุ่มแผลต่าง ๆ จะหายดี เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก

2. ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หลังถ่ายอุจจาระหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ก่อนเตรียมอาหาร และก่อนเปิบอาหาร

3. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ขวดนม ช้อน ชาม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของเล่น เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้

4. ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนำนิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก


ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มักจะวินิจฉัยจากลักษณะอาการ ซึ่งต้องแยกออกจากโรคเริม อีสุกอีใส แผลแอฟทัส พุพอง เป็นต้น (ตรวจอาการ ไข้ร่วมกับมีผื่นหรือตุ่มขึ้น และ ปากเจ็บ/แผลที่ปาก/ลิ้นเป็นฝ้าขาว ประกอบ)

2. ในผู้ใหญ่อาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อออกมาทางอุจจาระ ดังนั้น ควรป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยการล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หลังถ่ายอุจจาระและก่อนเตรียมอาหาร

3. แม้ว่าโรคนี้มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน (เต็มที่ไม่เกิน 2 สัปดาห์) แต่ควรแนะนำให้สังเกตภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ปอด และหัวใจอย่างใกล้ชิด หากสงสัยควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

4. โรคนี้เป็นคนละชนิดกับโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยที่พบในสัตว์ (เช่น โค กระบือ) และไม่ติดเชื้อจากสัตว์ที่ป่วย

12
งานมอเตอร์โชว์ All-New Ducati Panigale V2 สุดยอดซุปเปอร์สปอร์ตที่โดดเด่นในทุกด้าน พร้อมปล่อยปลดจิตวิญญาณนักแข่งด้วย New V2 Engine

ดูคาติ ประเทศไทย ประกาศความพร้อม เผยโฉม All-New Panigale V2 รุ่นใหม่ ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่หมด เพื่อมอบประสบการณ์การการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่อย่าง Panigale V4 เริ่มจากไฟหน้าแบบ Daytime Running Light (DRL) รูปลักษณ์ที่ลงตัว ส่วนด้านหลังมีไฟท้ายที่เป็นดีไซน์อันโฉบเฉียวเหมือน Panigale V4 พร้อมเครื่องยนต์ V2 ที่ได้รับการพัฒนาให้ทรงพลังและน้ำหนักเบาที่สุดในรุ่น พร้อมแคมเปญพิเศษ รับฟรีประกันภัยชั้น 1 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
 

นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด กล่าวว่า : ความโดดเด่นของ Panigale V2 รุ่นใหม่คือการพัฒนาขีดความสามารถของตัวรถให้ตอบสนองกับผู้ขับขี่ทั้งในสนามแข่ง และ ในเมือง ควบคุมง่ายแต่ยังคงความเร้าใจ พร้อมการปรับท่านั่งให้สบายขึ้นแต่ยังคงการขับขี่แบบสปอร์ตไว้ได้อย่างดีเยี่ยมซึ่งนั้นทำให้ Panigale V2 คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด Panigale V2 และ Panigale V2S ยังคงมาในสีคอนเซ็ป Ducati Red

โดยความพิเศษของรุ่น V2S จะมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน, โหมด Power Launch และ Pit Limiter พร้อมที่นั่งแบบเบาะเดี่ยว มาพร้อมขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ V2  บล็อกใหม่ แบบ V-Twin 90 องศา ที่เบาที่สุดเท่าที่ Ducati เคยผลิตมา ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 54.4 กก. พร้อมขนาด 890 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 93.3 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะที่เต็มเปี่ยมทุกจังหวะการเร่ง และยังถูกออกแบบให้ทนทาน ช่วยยืดระยะการบำรุงรักษา (Maintenance Service) ให้นานยิ่งกว่าเดิม Oil Service ทุกๆ 15,000 กม. และ Valve Clearance ทุกๆ 30,000 กม. พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ให้ผู้ใช้งานได้สบายยิ่งกว่าที่เคย และที่โดดเด่นไปกว่านั้น ครั้งนี้ Panigale V2 มีการใช้เฟรมแบบ Monocoque พร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลัก

ทำให้รุ่น V2S มีน้ำหนักเพียง 176 กิโลกรัม (ไม่รวมน้ำมัน) ระบบกันสะเทือนระดับสูง Panigale V2 S มาพร้อมโช้คอัพ Öhlins NIX30 และโช้คหลัง Öhlins Piggyback เพื่อความเสถียรและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และโหมดการขับขี่ มีการปรับใช้ระบบควบคุม 6 แกน (IMU) ที่พัฒนามาจาก Panigale V4

Panigale V2 / V2S พร้อมโหมดขับขี่ 4 โหมด
Race
Sport
Road
Wet
ระบบความปลอดภัย 5 โหมด
ABS Cornering
Traction Control
Wheelie Control
Engine Brake Control
Quick Shift 2.0


รวมไปถึงดีไซน์ใหม่ที่มีโฉบเฉี่ยว และ แอโรไดนามิกส์ที่ได้รับการพัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยม มีการออกแบบให้มีสัดส่วนที่สมดุล พร้อมไฟ DRL ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4 พร้อมไฟเบรก Ducati EVO เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ในเมืองในกรณีที่มีการเบรกฉุกเฉินจากความเร็วที่สูงกว่า 55 กม./ชม. ไฟท้ายจะกะพริบอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนรถคันหลัง และยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดูคาติไว้กับท่อไอเสียที่ติดตั้งใต้เบาะ หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดสูง พร้อมระบบ Coming Home และ Ducati Brake Light (DBL) ที่เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
 
อุปกรณ์เสริมเพื่ออำนวยความสะดวกสบายที่ไม่เคยมีมาก่อนสําหรับรถซุปเปอร์ไบค์
Cruise control ช่วยให้การเดินทางไปยังสนามแข่งผ่อนคลายมากขึ้น และยังช่วยให้ปฏิบัติตามขีดจํากัดความเร็วได้ Cruise control นี้ใช้ได้เฉพาะในโหมด Info Mode Road เท่านั้น
ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (TPMS) – TPMSจะแจ้งเตือนความดันลมยางที่ลดลงโดยอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ TPMS ซึ่งมีความแม่นยําเท่ากับนาโนมิเตอร์ ยังช่วยให้ตรวจสอบความดันลมยางขณะขับขี่ในแต่ละรอบได้อีกด้วย
Turn by Turn navigator – ทิศทางการเดินทางจะแสดงในรูปแบบคําแนะนําด้วยเสียงหรือคําแนะนําแบบภาพบนแผงหน้าปัด ต้องใช้ DMS และแอปเฉพาะ ใช้งานได้กับ Info Mode Road เท่านั้น
พอร์ต USB – ติดตั้งไว้ในส่วนของการออกแบบบริเวณแฟริ่งด้านหน้า ช่วยให้สามารถชาร์จโทรศัพท์และชาร์จไฟไว้ระหว่างใช้งาน
 
Panigale V2 รุ่นใหม่นี้เปิดตัวมาในราคาสุดคุ้ม พร้อมพิเศษ ฟรีประกันภัยชั้น 1

Panigale V2 ราคา 719,000 บาท

Panigale V2S ราคา 799,000 บาท

13
จัดฟันเด็ก แก้อาการฟันแท้หาย เจ็บหรือไม่

เด็กหลายคนอาจจะมีความกลัวที่จะเข้ารับการตรวจฟัน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะความกลัวเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยโดยเฉพาะในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกลัวความเจ็บปวด กลัวคนแปลกหน้า ความกลัวกับสถานการณ์ ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยประสบมาก่อน ซึ่งสาเหตุของความกลัวนั้นบางครั้งยากที่จะอธิบาย แต่ปัจจัยที่อาจส่งผลให้เด็กเกิดความกลัวต่อหมอฟันหรือการรักษาทางทันตกรรมได้ เช่น ประสบการณ์การพบแพทย์ในอดีต โดยเฉพาะเด็กที่เจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็อาจจะกลัวคนที่ใส่ชุดฟอร์มสีขาว หรือการที่เด็กได้ฟังคําบอกเล่าเรื่องประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อการรักษาทางทันตกรรม ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อน ญาติพี่น้อง และสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจคาดไม่ถึงก็คือความกลัวต่อการรักษาทางทันตกรรมของตัวพ่อแม่ผู้ปกครองเอง


ซึ่งเด็กอาจจะรับรู้ได้จากพฤติกรรมบางอย่าง หรือจากสีหน้าที่มีความกังวลที่พ่อแม่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เด้กกลัวการเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม สำหรับสาเหตุอีกข้อหนึ่งที่ทำให้เด็กกลัวหมอฟันคือ กลัวความเจ็บปวด เพราะเด็กบางคนที่มีปัญหาในเรื่องฟัน และมีอาการปวดฟันบ่อยๆจะรู้สึกกลัวเวลาที่ต้องเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม แต่ถ้าหากเด็กจำเป้นที่จะต้องเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมด้วยการจัดฟันในเด็ก แต่ยิ่งถ้าเด็กมีปัญหาในเรื่องของฟันแท้หายหรือที่เราเรียกว่าฟันฝัง พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องพูดกับเด็กให้เข้าใจว่า เหตุใดเราต้องเข้ารับการจัดฟันในเด็ก หลายคนอาจจะยังมีความกังวลว่า การแก้ปัญหาฟันแท้หายด้วยการจัดฟันในเด็กนั้น เจ็บหรือไม่


วันนี้ทางคลินิก ของเราจะมาพูดถึงเรื่องของการจัดฟันในเด็กที่ช่วยแก้ไขปัญหาฟันหายว่าเจ็บหรือไม่ ต้องบอกก่อนว่า การจัดฟันในเด็ก เป็นการรักษาและแก้ไขความผิดปกติของฟันของเด็ก เพราะเด็กบางคนที่การขึ้นของฟันที่ผิดปกติหรือบางครั้งอาจจะมีอาการฟันแท้หาย สำหรับอาการฟันแท้หายหรือฟันฝังนั้น ฟันฝัง คือฟันที่ไม่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มันถูกฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร โดยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใด ไปชนกับฟันซี่ข้างเคียงเหมือนฟันคุด ฟันฝังมีได้ทั้งฟันหน้า ฟันเขี้ยว และฟันซี่อื่นๆ การรักษาฟันฝัง มีทั้งการดึงให้ขึ้น หรือผ่าทิ้ง สำหรับการแก้ไขอาการฟันแท้ขึ้นไม่ครบ ทันตแพทย์จัดฟันจะติดเครื่องมือจัดฟัน เพื่อเปิดช่องว่างให้ฟันแท้ขึ้น อาจถอนฟันน้ำนมบางซี่ที่ขวางทาง เพื่อเปิดช่องว่างให้ฟันแท้ขึ้น หรือใช้วิธีอื่นๆ ตามความเหมาะสม เมื่อมีพื้นที่มากพอ ก็มีโอกาสที่ฟันแท้จะขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เมื่ออายุประมาณ 10-12 ปี แต่หากอายุมากกว่านี้ โอกาสที่ฟันแท้จะขึ้นเอง ก็อาจมีน้อยลง 


ดังนั้นการเข้ารับกาจัดฟันในเด็ก จึงสามารถแก้ไขปัญหาอาการฟันได้ และการรักษาอาการฟันหายนั้น ก็ไม่เจ็บอย่างที่คิด แต่การรักษาอาการฟันหายจะต้องมีการผ่าตัดเล็กเพื่อติดตั้งเครื่องมือที่ฟันที่ถูกฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร แต่จะไม่ทำให้รู้สึกเจ็บมาก ทันตแพทย์จัดฟันจะเริ่มให้แรง เพื่อเคลื่อนฟันฝังให้โผล่ขึ้นมา ในตำแหน่งที่ต้องการ ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาเป็นปี กว่าที่ฟันฝังจะเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่พูดทำความเข้าใจกับเด็กเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษา เพื่อที่เด็กจะได้มีฟันที่สวยงาม สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรมในเด็ก จึงสามารถให้ความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสะอาดและวิธีการปฏิบัติตัวขณะเข้ารับการจัดฟัน เพื่อที่จะได้มีผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานฟันได้อย่างเต็มที่ เพราะเราอยากให้เด็กๆทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่จะได้มีสุขภาพฟันที่ดีในอนาคต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

14
การสังเกตการเสื่อมสภาพของผ้ากันไฟ

การสังเกตการเสื่อมสภาพของผ้ากันไฟเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าผ้ายังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไฟและอันตรายจากความร้อนได้ดี โดยทั่วไปแล้ว ผ้ากันไฟจะเสื่อมสภาพตามการใช้งานและสภาพแวดล้อมที่สัมผัส ซึ่งสามารถสังเกตได้จากลักษณะภายนอกและคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้:

1. ลักษณะภายนอก:

สีที่เปลี่ยนไป:
ผ้ากันไฟที่มีคุณภาพดีจะมีสีสม่ำเสมอทั่วทั้งผืน หากเริ่มมีสีที่ไม่สม่ำเสมอ หรือมีรอยด่างดวง แสดงว่าผ้าอาจเริ่มเสื่อมสภาพ
สีที่ซีดจางลง หรือสีที่เปลี่ยนไปจากเดิม อาจเป็นสัญญาณว่าผ้าได้รับความร้อนหรือแสงแดดมากเกินไป

เนื้อผ้าที่เปลี่ยนแปลง:
ผ้าที่เริ่มเปื่อยยุ่ย ฉีกขาดง่าย หรือมีรอยแตก แสดงว่าผ้าเสื่อมสภาพและไม่สามารถป้องกันไฟได้ดีเหมือนเดิม
ผ้าที่แข็งกระด้าง หรือมีเนื้อสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาจเป็นสัญญาณว่าผ้าได้รับความร้อนสูง หรือสัมผัสกับสารเคมี

รอยไหม้หรือรอยความเสียหาย:
หากมีรอยไหม้ รอยความเสียหาย หรือรูบนผ้า แสดงว่าผ้าได้รับความเสียหายจากความร้อนหรือไฟ และไม่ควรนำมาใช้งานอีก

การเคลือบผิวที่หลุดลอก:
ผ้ากันไฟบางชนิดมีการเคลือบผิวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันไฟ หากการเคลือบผิวเริ่มหลุดลอก แสดงว่าผ้าเสื่อมสภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันไฟลดลง


2. คุณสมบัติ:

ความยืดหยุ่น:
ผ้ากันไฟที่ดีควรมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง หากผ้าแข็งกระด้างและไม่มีความยืดหยุ่น แสดงว่าผ้าอาจเสื่อมสภาพ

ความสามารถในการกันไฟ:
หากผ้าเริ่มติดไฟง่าย หรือไม่สามารถป้องกันไฟได้ดีเหมือนเดิม แสดงว่าผ้าเสื่อมสภาพและไม่ควรนำมาใช้งาน


3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพ:

ความถี่ในการใช้งาน:
ผ้ากันไฟที่ใช้งานบ่อยจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าผ้าที่ใช้งานน้อย

สภาพแวดล้อม:
การสัมผัสกับความร้อนสูง แสงแดด สารเคมี หรือความชื้น สามารถทำให้ผ้ากันไฟเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

การดูแลรักษา:
การทำความสะอาดและจัดเก็บผ้ากันไฟอย่างไม่เหมาะสม สามารถทำให้ผ้าเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น


ข้อควรระวัง:

หากพบว่าผ้ากันไฟมีลักษณะหรือคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไป ควรตรวจสอบอย่างละเอียด และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ผ้ากันไฟที่เสื่อมสภาพไม่ควรนำมาใช้งาน เพราะอาจไม่สามารถป้องกันไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเป็นอันตรายได้
การสังเกตและตรวจสอบผ้ากันไฟอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าผ้ายังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไฟ และลดความเสี่ยงจากอันตรายได้

15
พูดคุยเรื่องทั่วไป / หมอออนไลน์: โบทูลิซึม (Botulism)
« เมื่อ: วันที่ 21 มีนาคม 2025, 15:20:39 น. »
หมอออนไลน์: โบทูลิซึม (Botulism)

โบทูลิซึม เป็นโรคที่เกิดจากพิษของแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ทำลายระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต จัดว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง พบได้ในคนทุกวัย บางครั้งพบการเจ็บป่วยพร้อมกันหลายคนจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนพิษ (อาหารเป็นพิษ)

ในบ้านเราเคยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้จากการกินหน่อไม้ปี๊บที่เป็นพิษเป็นครั้งคราว เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 มีรายงานการป่วยเป็นโรคนี้พร้อมกันกลุ่มใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลกจำนวน 209 ราย จากการกินหน่อไม้ปี๊บ ในงานฉลองพระธาตุเมล็ดข้าว ที่อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ในจำนวนนี้มีประมาณ 40 รายที่มีอาการหนักจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

สาเหตุ

เกิดจากพิษของเชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับเชื้อบาดทะยัก เชื้อโรคมีลักษณะเป็นสปอร์ (spore) พบอยู่ตามดินทราย ตะกอนในน้ำ ฝุ่นละออง สามารถปลิวกระจายไปตามอากาศ มีความทนทานอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายปี สปอร์เมื่อตกอยู่ในที่ที่มีความชื้นมีสารอาหารและขาดออกซิเจน เช่น ในลำไส้ บาดแผลลึกและแคบ อาหารที่บรรจุในภาชนะที่ปิดมิดชิด (เช่น กระป๋อง ปี๊บ ขวดนม ถุงพลาสติกสุญญากาศ) ก็จะเกิดการงอกเจริญเติบโต และปล่อยสารพิษที่มีชื่อว่า โบทูลิน (botulin) ออกมา

โบทูลิน* เป็นพิษต่อประสาท (neurotoxin) ออกฤทธิ์โดยไปจับกับปลายประสาท (presynaptic nerve terminal) ตรงบริเวณรอยเชื่อมต่อกับเส้นใยกล้ามเนื้อ (postsynaptic muscle membrane) เกิดผลในการยับยั้งไม่ให้ปลายประสาทหลั่งอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นตัวนำสัญญาณประสาทไปสั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน (หดตัว) พิษโบทูลินัมจึงทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายไม่หดตัว เกิดอาการอ่อนแรงเป็นอัมพาต นอกจากนี้ยังไปยับยั้งการส่งทอดสัญญาณประสาทของระบบประสาทอัตโนมัติพาราซิมพาเทติกที่อาศัยอะเซทิลโคลีนเป็นตัวนำสัญญาณประสาท ทำให้อวัยวะภายในทำงานผิดปกติ (เช่น รูม่านตาขยาย น้ำลายออกน้อย ท้องผูก ถ่ายปัสสาวะไม่ออก เป็นต้น) ปลายประสาทจะถูกพิษทำลายอย่างถาวร ต้องรอให้ปลายประสาทงอกขึ้นมาใหม่ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อจึงจะฟื้นคืนหน้าที่ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน 2-4 เดือน

โดยทั่วไป ผู้ป่วยอาจรับพิษของเชื้อชนิดนี้ได้ 3 ลักษณะ คือ

1. โบทูลิซึมจากอาหารเป็นพิษ (food-borne botulism) มักเกิดจากการกินพืชผักหรือเนื้อสัตว์ที่บรรจุอยู่ในภาชนะมิดชิดและมีความเป็นกรดไม่มาก เช่น หน่อไม้ เห็ด ถั่ว ข้าวโพด แตง ปลา อาหารทะเล สัตว์ป่า (เช่น เนื้อเก้ง) เป็ด ไก่ นม ที่บรรจุกระป๋อง ปี๊บ หรือขวดแก้ว ที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือนซึ่งขาดกรรมวิธีที่ถูกต้อง หรือในถุงพลาสติกที่ปิดมิดชิด ทำให้สปอร์ของเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อนในอาหาร สามารถงอกเจริญเติบโตและปล่อยพิษเจือปนอยู่ในอาหาร เช่น หน่อไม้ปี๊บที่นิยมบริโภคในบ้านเรานั้น จะทำการต้มหน่อไม้นานเพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งไม่สามารถฆ่าสปอร์ที่ปนเปื้อนได้ แล้วอัดใส่ปี๊บ ตั้งไว้ในอุณหภูมิห้อง รอจำหน่ายหมดภายใน 3-6 เดือน สปอร์ก็สามารถงอกเจริญเติบโตและปล่อยพิษออกมา (ส่วนหน่อไม้ดองที่มีรสเปรี้ยว มีการใส่น้ำมะนาวหรือน้ำส้มในการดอง ทำให้มีความเป็นกรดหรือ pH ต่ำกว่า 4.6 สปอร์ไม่สามารถเจริญเติบโต)

2. โบทูลิซึมจากการติดเชื้อทางบาดแผล (wound botulism) มักจะเป็นแผลลึกและแคบที่ขาดออกซิเจน รวมทั้งการฉีดยาเสพติดด้วยเข็มที่ไม่สะอาด สปอร์ในดินทรายที่ปนเปื้อนบาดแผลจะเข้าไปแบ่งตัวในบาดแผลแล้วปล่อยพิษเข้าสู่กระแสเลือด ไปทำลายระบบประสาททั่วร่างกาย การติดเชื้อลักษณะนี้พบได้น้อย

3. โบทูลิซึมในทารก (infant botulism) เกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสปอร์ ซึ่งจะพบในทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากในลำไส้ของทารกยังไม่มีจุลินทรีย์ที่สามารถป้องกันการแบ่งตัวของสปอร์เช่นเด็กโตและผู้ใหญ่ สปอร์จึงเกิดการแบ่งตัวอยู่ในลำไส้ แล้วปล่อยพิษเข้ากระแสเลือดไปทั่วร่างกาย ในสหรัฐอเมริกาจะพบภาวะนี้ในทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน มักเกิดจากการกินน้ำผึ้งที่มีสปอร์ปนเปื้อน บางครั้งอาจไม่ทราบสาเหตุชัดเจน สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสปอร์ที่ปลิวมากับฝุ่นละออง

กลไกการออกฤทธิ์ของพิษโบทูลิซึม

* โบทูลินจัดว่าเป็นพิษร้ายแรงที่สุดในบรรดาพิษที่เกิดจากแบคทีเรีย จึงมีการนำมาผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ
ปัจจุบัน มีการนำโบทูลินไปทำให้เจือจาง ผลิตเป็นยา (เช่น ยาที่มีชื่อว่า Botox) รักษาโรคต่าง ๆ เช่น ใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (hemifacial spasm) ตากระพริบค้าง (blepharospasm) หนังตาบนถูกดึงรั้ง (eyelid retraction) ภาวะตาแห้ง ตาเข ไมเกรน อาการแขนขาเกร็ง กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติหรือน้อยกว่าปกติ ต่อมลูกหมากโต อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง เสริมสวย (แก้รอยย่นบนใบหน้า) เป็นต้น


อาการ

โบทูลิซึมจากอาหารเป็นพิษ มักจะมีอาการเกิดขึ้นหลังกินอาหาร 8-36 ชั่วโมง (แต่อาจพบเร็วสุด 4 ชั่วโมง และนานสุด 14 วัน) หากรับปริมาณพิษเข้าไปมาก อาการก็จะเกิดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอาการเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังกินอาหาร อาการมักจะรุนแรง มักเป็นพร้อมกันหลายคน

แรกเริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง บางรายอาจมีอาการท้องเดินร่วมด้วย หลังจากนั้นจะมีอาการอิดโรย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มึนงง กระหายน้ำ ปากแห้ง คอแห้ง เจ็บคอ น้ำลายเหนียว หนังตาตก (ลืมตาไม่ขึ้น) ทั้ง 2 ข้าง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก พูดอ้อแอ้หรือเสียงค่อยมาก ท้องผูก ปัสสาวะไม่ออก

ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายตามมา โดยเริ่มจากบริเวณลำตัวกระจายไปสู่แขนขา กล่าวคือ จะมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อหน้าอก กะบังลม และหน้าท้อง ทำให้หายใจลำบาก ก่อนที่จะมีอาการอัมพาตของแขนขาทั้ง 2 ข้าง หากไม่ได้รับการรักษามักเสียชีวิตภายใน 3-7 วัน

ส่วนโบทูลิซึมจากการติดเชื้อทางบาดแผล มักมีอาการหลังมีบาดแผลประมาณ 4-14 วัน (เฉลี่ย 10 วัน) ผู้ป่วยจะมีประวัติฉีดยาเสพติด หรือมีบาดแผลตามผิวหนัง แล้วมีอาการแบบเดียวกับโบทูลิซึมจากอาหารเป็นพิษดังกล่าวข้างต้น ยกเว้นไม่มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน)

สำหรับโบทูลิซึมในทารก มักจะมีอาการหลังกินอาหารที่มีสปอร์ประมาณ 3-30 วัน อาการแรกเริ่มที่พบก็คือ อาการท้องผูก ต่อมาจะมีอาการง่วงซึม เฉยเมย ไม่ดูดนม ไม่กินอาหาร หนังตาตก กลืนลำบาก ร้องไม่มีเสียง คอพับคออ่อน เนื้อตัวอ่อนปวกเปียก หายใจลำบาก


ภาวะแทรกซ้อน

ที่ร้ายแรง คือ ภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายของผู้ป่วย

อาจมีโรคปอดอักเสบ (ปอดบวม) แทรกซ้อน เนื่องจากการสำลัก

บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย อิดโรย ปากแห้ง ตาแห้ง เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง นานเป็นแรมปี


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

มักตรวจพบอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เช่น หนังตาตก พูดอ้อแอ้หรือเสียงค่อยมาก กลืนลำบาก หายใจลำบาก แขนขาเป็นอัมพาต (ในทารกจะพบอาการคอพับคออ่อน เนื้อตัวอ่อนปวกเปียก หายใจลำบาก)

ทั้งทารกและผู้ใหญ่ จะพบรูม่านตาขยาย และไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง รีเฟล็กซ์ของข้อลดลงหรือไม่มี

ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดี และไม่มีอาการชาของแขนขา (เนื่องเพราะพิษโบทูลินไม่มีผลต่อสมองและประสาทรับความรู้สึก)

ผู้ป่วยมักไม่มีไข้ (ยกเว้นในรายที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนในช่วงหลัง)

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เจาะหลังเพื่อตรวจน้ำไขสันหลัง ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) ตรวจพิษโบทูลินในเลือดหรืออุจจาระ ตรวจเพาะเชื้อจากอุจจาระหรือเศษอาหารในกระเพาะอาหาร รวมทั้งการนำอาหารที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุไปตรวจหาพิษ เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล ถ้าเกิดจากอาหารเป็นพิษจำเป็นต้องทำการขับเอาอาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะลำไส้ออกให้มากที่สุด โดยการทำให้อาเจียน ล้างท้อง หรือสวนทวาร ให้กินผง ถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) เพื่อลดการดูดซึมพิษ

ถ้าติดทางบาดแผล จำเป็นต้องตัดเลาะเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกไป

นอกจากนี้ ให้การดูแลรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้สารน้ำและสารอาหารทางหลอดเลือดดำ คาสายสวนปัสสาวะ ในรายที่หายใจไม่ได้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจนกว่าจะหายใจได้เอง ทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน เป็นต้น

บางกรณี แพทย์จะฉีดเซรุ่มต้านพิษ (botulinum antitoxin) ซึ่งควรฉีดภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีอาการ จึงจะได้ผลดีในการทำลายพิษที่หลงเหลืออยู่ในเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามหนักขึ้น (ส่วนทารกที่เป็นโรคนี้จากการกินสปอร์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร จะใช้เซรุ่มต้านพิษไม่ได้ผล เพราะไม่สามารถทำลายสปอร์)

ผลการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของโรคและความรวดเร็วของการได้รับการดูแลรักษา

หากได้รับการดูแลรักษารวดเร็วและถูกต้อง ส่วนใหญ่มักจะหายขาดได้ โดยใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่ากล้ามเนื้อจะทำงานได้เป็นปกติ

ในรายที่เป็นรุนแรง (มีภาวะหายใจลำบากหรือหยุดหายใจ) หากไม่ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที ก็อาจเสียชีวิตภายใน 3-7 วัน หลังมีอาการ

โดยเฉลี่ย โรคนี้มีอัตราตายประมาณร้อยละ 5-10


การดูแลตนเอง

หากมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น หนังตาตก พูดอ้อแอ้หรือเสียงค่อยมาก กลืนลำบาก หายใจลำบาก แขนขาเป็นอัมพาต (ในทารกจะพบอาการคอพับคออ่อน เนื้อตัวอ่อนปวกเปียก หายใจลำบาก) ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อพบว่าเป็นโบทูลิซึม ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ) ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด


การป้องกัน

1. เลือกกินอาหารกระป๋องที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง (ฆ่าเชื้อสปอร์ภายใต้หม้ออัดแรงดัน อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที)* หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องที่บู้บี้ บวมป่อง หมดอายุ หรืออาหารที่บูดเน่า (มีกลิ่นเหม็นหรือเปลี่ยนสี)

2. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่บรรจุในภาชนะมิดชิดที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่อไม้ปี๊บ เนื้อสัตว์ (เช่น สัตว์ป่า)

หากไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ควรนำไปต้มในน้ำเดือดหรือทำให้เดือดนานประมาณ 30 นาที แม้พิษโบทูลินจะถูกทำลายเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที แต่ในแง่ปฏิบัติแนะนำให้ต้มให้เดือดนาน 30 นาที เผื่อเวลาที่ความร้อนต้องส่งผ่านจากภายนอกเข้าสู่ภายในของชิ้นอาหาร**

3. อาหารที่เหลือเก็บไว้กินมื้อต่อไป ควรนำไปเก็บในตู้เย็น ไม่ควรทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง และก่อนกินครั้งใหม่ควรปรุงให้ร้อน

4. เมื่อมีบาดแผลสกปรก ปนเปื้อนดินทราย ควรทำการชะล้างบาดแผลให้สะอาด และควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการป้องกันการติดเชื้อ

5. หลีกเลี่ยงการฉีดยาด้วยเข็มที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีทำให้ปลอดเชื้อ

6. หลีกเลี่ยงการป้อนน้ำผึ้งแก่ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี

* สปอร์ มีความทนต่อความร้อนสูง การต้มให้เดือด (100 องศาเซลเซียส) ไม่สามารถทำลายมันได้ ในขณะที่พิษโบทูลินสามารถถูกทำลายด้วยความร้อนที่น้อยกว่า
** ดร.วิสิฐ จะวะสิต. สารพิษโบทูลิน: มหันตภัยที่ซ่อนในหน่อไม้ปี๊บ. นิตยสารหมอชาวบ้าน 2549:28(พ.ค.):17-24.


ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ในระยะแรกมักมีอาการแบบอาหารเป็นพิษ (คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน) นำมาก่อนจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยมีอาการอาหารเป็นพิษ อย่าลืมถามประวัติอาหารที่ผู้ป่วยกิน (เช่น หน่อไม้ปี๊บ อาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์ป่าที่บรรจุในภาชนะมิดชิด) หากสงสัยควรเฝ้าสังเกตดูอาการอย่างใกล้ชิด (อาการปากแห้ง คอแห้ง หนังตาตก พูดเสียงค่อย กลืนลำบาก) และส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด่วน

2. ผู้ป่วยที่มีอาการหนังตาตก (ตาปรือ ลืมตาไม่ขึ้น) อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น พิษงูเห่า โบทูลิซึม ไมแอสทีเนียเกรวิส เป็นต้น (ตรวจอาการอัมพาต/หนังตาตก ประกอบ) แต่ถ้าพบอาการหนังตาตกทั้ง 2 ข้าง หรือเกิดขึ้นฉับพลันพร้อมกันหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอาการแบบอาหารเป็นพิษนำมาก่อน ควรคิดถึงโบทูลิซึม

3. ในกรณีที่สงสัยผู้ป่วยเป็นโรคนี้ ควรนำอาหารที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุไปตรวจพิสูจน์ที่โรงพยาบาลด้วย

4. ผู้ป่วยที่รับพิษรุนแรง มักมีอาการหายใจไม่ได้เนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต ต้องคอยเฝ้าดูอาการนี้ และให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งมักจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจนกว่าจะปลอดภัย

* ต่างกันที่การเรียงลำดับ โบทูลิซึมจะเป็นจากบนลงล่าง (descending paralysis) คือเริ่มที่หน้าก่อน ค่อยลงมาที่หน้าอก หน้าท้อง (หยุดหายใจ) แล้วไปสิ้นสุดที่แขนขา ส่วนพิษปลาปักเป้าจะเป็นจากส่วนปลายเข้าหาส่วนกลาง (ascending paralysis) คือ เริ่มจากแขนขาก่อน แล้วไปที่หน้าและไปสิ้นสุดที่หน้าอก หน้าท้อง (หยุดหายใจ) นอกจากนี้โบทูลิซึมไม่มีอาการชา ส่วนพิษปลาปักเป้ามีอาการชาที่ปาก ลิ้น หน้า แขน ขา

หน้า: [1] 2 3 ... 28